ตอนนี้มีผู้เข้าชม

We have 1 guest online



ย่ำแดนมาเฟีย ตอน เมืองที่ถูกฝังทั้งเป็น PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Admin   
วันอาทิตย์ที่ 09 สิงหาคม 2009 เวลา 10:59 น.

เอื้อเฟื้อเรื่องและภาพโดยเกลอเก่า ดอกเตอร์ Oh! เขียนไว้เมื่อ Feb 1, '06

24 ธันวาคม

เอาล่ะ เราจะได้เริ่มต้นการเดินทางที่เราวางแผนไว้ซะที เป็น request หลักที่ทำให้เราตัดสินใจคั่นการเดินทางสู่ดินแดนมาเฟีย ไว้ที่ตอนกลางของอิตาลี ปอมเปยี คือเมืองหนึ่งในสมัยโรมรุ่งเรือง ที่ยังคงสภาพให้เห็นถึงอารยธรรมและความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้น ปอมเปยีได้ถือกำเนิดขึ้นประมาณ 600 ปีก่อนค.ศ. และเจริญรุ่งเรืองมาเรื่อยๆ แต่ต้องจบชีวิตลงภายใต้ลาวาจากภูเขาไฟ Vesuv ที่กลบทั้งเมืองเอาไว้ หยุดเวลาของเมืองนี้ไว้ที่วันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79 และเหล่านี้คือเหตุผลหลักที่พวกเราเลือกปอมเปอีไว้เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้

วันนี้เท่านั้น
เราเลือกวันที่ 24 เพราะจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ(เวบของปอมเปอี) เราก็ทราบว่า 25 ธ.ค. เขาปิด อากาศเป็นใจอย่างยิ่ง รถไฟจาก Sorrento ใช้เวลาประมาณ ครึ่งช.ม.เห็นจะได้ สองข้างทางบริเวณ Sorrento มีสวนส้มมากมาย แข่งกันเสนอหน้าว่าข้าลูกดกอยู่เป็นเนืองๆ ทางเข้าเมืองเก่าปอมเปอีไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก ระหว่างทางมีซุ้มขายหนังสือเกี่ยวกับเมืองปอมเปอีหลายภาษา ญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน แต่ไม่มีไทยวุ้ย.. ค่าเข้า 10 ยูโรมั้ง แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ให้เอาขาตั้งกล้องเข้าไป แหม.. ไม่งั้นคงจะได้ภาพมากกว่านี้ ก็เลยต้องทำใจ เก็บภาพ outdoor ไป

ตกลงกันว่า ถ้าไม่มีอะไรมาก จะอยู่ที่ปอมเปยีสัก 2-3 ช.ม. บ่ายสองกลับ เพราะจะมีเรือที่ sorrento ไปเกาะ Capri ก็กะจะไปจิบบรรยากาศยามเย็นบนเกาะที่เขาว่าสวยนักสวยหนาเกาะนึงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซะหน่อย แต่ที่ไหนได้ ความยิ่งใหญ่ของเมืองที่ถูกลาวาถมทับนับพันปีแห่งนี้ ใหญ่กว่าที่เราคาดไว้มาก เดินกันจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก กว่าจะเก็บจุดหลักๆได้ครบ สรุปว่า เราอยู่จนเกือบปิดเลยล่ะ



ความเป็นไปเป็นมา
เรื่องมีอยู่ว่า ชุมชนโรมันแห่งนี้ เคยได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 62 ครั้งนึง ซึ่งชาวบ้านได้ช่วยกันบรูณะ ซ่อมแซม จนมาประสบโศกนาถกรรมในวันที่ 24 ส.ค.ปี 79 จากจ.ม.ของ Plinius ผู้ลูก ที่ส่งถึง Tacitus ได้เล่าบรรยาเหตุการณ์ในวันดังกล่าว ที่เขาได้เห็น ว่า วันนั้นเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส เวลา 10 โมงเช้าโดยประมาณ เกิดแผ่นดินไหวในเมือง หลังคาบ้านเรือนพากันถล่มลงมา จากนั้นก็มีเสียงระเบิดดังมาจากยอด Vesuv ทันใดนั้นเมฆสีดำสนิทก็ปรกคลุมยอดเขา ฝนขี้เถ้าก็พร่างพรูลงมา จากนั้นลาวาก็ไหลมุ่งสู่เมือง

ว่ากันว่าชาวเมืองส่วนใหญ่ตายจากการได้รับการฟอสฟอรัส แม้ว่าหลายคนพยายามจะหลบหนี โดยการเอาเสื้อผ้าคลุมหน้า แต่ก็ถูกวงล้อมของลาวา ทำให้ไม่สามารถรอดไปได้ หรือบ้างก็ถูกหินจากภูเขาไปที่ประทุหล่นทับ แม้แต่คนที่หลุดรอดไปถึงชายทะเลแล้วนำเรือออกจากฝั่ง ก็โดนคลื่นซัดกลับเข้ามาที่ฝั่งดังเดิม ฝั่งทะเลที่เดิมเคยอยู่ติดเมือง กลายเป็นแผ่นดินในปัจจุบัน ทำให้ฝั่งทะเลนั้นห่างออกไปจากที่เคยเป็น 1.5 ก.ม. หลังจากการระเบิดสองวัน ฟ้าที่มืดมิดก็กลับมาสดใสเหมือนเดิม แต่ปอมเปยีทั้งเมืองจมอยู่ใต้กองขี้เถ้าลึก 6-7 เมตร หนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายก็คือพ่อของ Plinius ที่ตายเพราะสารพิษฟอสฟอรัส

อลังการ งานสร้าง
สำหรับผมแล้ว การได้เดินอยู่ท่ามกลางอดีตที่เคยรุ่งเรือง ได้เห็น ได้นึก ได้คิด มันคือความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย แม้ว่าจะไม่ได้ซื้อหนังสือคู่มือติดเข้ามา(เพราะความงก) แต่หลักฐานหลายอย่างที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ประกอบกับแผนที่ที่ได้มาตอนซื้อตั๋วเข้า ก็พอจะบอกเราได้ว่า ณ.ที่ที่ยืนอยู่นั่น คืออะไรในอดีต เมืองถูกจัดอย่างมีระเบียบ แม้ว่าจะอายุมากกว่า 2000 ปีก็ตาม บ้านเรือน ถนน ถูกวางเป็นบล็อคๆ ดูเป็นสัดส่วน สถานที่สาธารณะเช่น ตลาด โรงอาบน้ำ วัด สนามกีฬา โรงละคร ก็ดูเหมือนว่าจะมีการวางผังเมืองไว้เป็นอย่างดี บ้านที่เห็น คงจะมีพื้นที่ประมาณ 3*4 ตร.เมตรได้มั้ง เป็นห้องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ห้องน้ำน่ะเหรอ..? ไม่มีครับ เพราะตอนนั้นการประปาไม่ได้วางท่อเข้าทุกบ้านนี่นา แล้วเขาก็ใช้โรงอาบน้ำแทน อ้อ.. มีโรงซักผ้าด้วย(ภาพขวามือ) การวางแผนอย่างงี้ ทำให้การจัดการของชุมชนเป็นไปได้ง่าย ไม่คิดเลยครับ ว่าคนเมื่อ 2 พันปีก่อน เขาเริ่มวางแผนกันแล้ว

พูดถึงโรงอาบน้ำเนี่ย ไม่รู้ว่าจะเหมือนโพเซดอน เจ้าพระยาไหม เพราะผมก็ไปเคยอาบน้ำนอกบ้านซะด้วย มันไม่ดีต่อสุขภาพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่ที่ปอมเปยีคงจะเป็นเรื่องปกติที่คนจะมาพบปะกัน โรงอาบน้ำจึงเหมือนสภากาแฟ หรือแหล่งชุมนุมเล็กๆของคนเมือง สังเกตได้ว่า ภายในจะตกแต่งไว้อย่างเลิศหรู อลังการ มีห้องโถง ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้องอาบน้ำ หรือแม้กระทั่งโดมอาบน้ำ ลวดลายของหัวเสาและโมซาอิคตามผนังก็ถูกสร้างสรรไว้อย่างพิถีพิถัน เอ.. แล้วอาบน้ำครั้งนึงต้องจ่ายตังค์เท่าไรกันนะ..


เรื่องเงินๆ ทองๆ

ในสมัยนั้นเขาใช้เงิน Sesterz โดย 1 Sesterz เท่ากับ 4 Asse จะแลกขนมปังได้ 2 ก.ก. หรือไวน์ 1 แก้วใหญ่ๆ ถ้าจะซื้อเสื้อคลุม คล้ายๆที่เห็นในหนังโรมันน่ะ ก็ต้องมีเงิน 15 Sesterz สำหรับทาสคนนึง จะต้องจ่ายถึง 3000 Sesterz การค้าขายและการที่เป็นเมืองท่า(เมื่อก่อนโน้น ทะเลอยู่ติดเมือง) ส่งผลให้ความเจริญทางเศรษฐกิจพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ สินค้าที่สำคัญจะเป็นอะไรไปได้ นอกจากสินค้าทางการเกษตร หลักๆก็คือ ผลไม้ ธัญพืช ผัก ไวน์ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ น้ำมันโอลีฟ

อีโรติค
ภาพจิตรกรรมฝาผนังยังคงมีร่องรอยให้เห็น บ้างก็เสื่อมไปตามสภาพ แต่ละภาพเล่าเรื่องถึงการดำเนินชีวิตในสมัยนั้น รวมถึงความผูกพันธ์กับสุตว์ต่างๆ โดยเฉพาะหมาป่า แต่ที่น่าสังเกตมากอย่างนึงก็คือ ภาพอีโรติค ซึ่งมีให้พบเห็นบ้าง คนสมัยโน้นคงมีอารมณ์ขันอยู่พอสมควร เพราะภาพแต่ละภาพที่เห็นดูจะเน้นส่วนนั้นเป็นพิเศษ ..โอว..มันจะใหญ่โต ตู้มต้ามอะไรขนาดนั้น อดคิดไม่ได้ว่า เอ..ไปโดนน้ำร้อนลวกมาหรือเปล่าวะเนี่ย

การฟื้นคืนชีพของปอมเปยี
การค้นพบเมืองที่ถูกฝังครั้งแรกนั้น เกิดขึ้นในปี 1594 และ 1600 โดยบังเอิญจากการทำทางระบายน้ำ แต่เริ่มต้นขุดโดยหลักการทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นในปี 1748 สมัยกษัติย์คาร์ลแห่งเบอเบิร์น (เกี่ยวอะไรกับน้ำเมาป่าวเนี่ย) ซึ่งวิธีการขุดได้ถูกใช้เมื่อครั้งขุดเมือง Herculaneum มาแล้ว การขุดอย่างเป็นระบบเริ่มขึ้นจริงๆในปี 1860 ก็เมื่อ 150 ปีที่แล้วนี่เอง ซึ่งก็ยังขุดค้นกันถึงปัจจุบันนี้ ว่ากันว่า 1 ใน 3 ของเมือง ยังรอการขุดให้ฟื้นคืนชีพอยู่ โอว..แม่เจ้าโว้ย.. ไอ้ที่เห็นนี่มันแค่ 2 ใน 3 เองเหรอเนี่ย แค่นี่ก็ใหญ่โตมโหฬารแล้ว

เดินถ่ายรูปกันเพลิน ข้าวปลาไม่ได้คิดถึงเลย แต่โชคดีที่เช้าตุนมาไว้พอสมควร แต่ห้องน้ำน่ะสิ เอ๊ะ มันอยู่ไหนกัน ดูจากแผนที่แล้ว อืมม .. แถวอารีนา(ที่ต่อสู้ของการดิเอเตอร์)คงจะมี อดทนจนมาถึง ที่ไหนได้ ไม่มี อีกแล้วไหมล่ะครับ อิตาลี ตรูจะเชื่ออะไรได้มั่งวะเนี่ย อดทนกันต่อไป จนถึงประตูทางที่เราเข้ามา บ้ะ ดันเจอทัวร์ญี่ปุ่นมาลงอีก มาอะไรกันป่านนี้ อีกไม่ถึงช.ม.เขาก็คงจะปิดแล้ว ด้านในเขาก็เริ่มเดินไล่คนแล้วนี่นา แล้วเราก็นั่งรถไฟกลับ Sorrento
สรุปว่าไม่ได้ไปต่อที่เกาะคาปรี

แล้วเราก็ถึงที่พัก
แต่ก่อนเข้าที่พัก เพื่อความมั่นใจ เดินหาซุปเปอร์มาเก็ตตุนของไว้หน่อยดีกว่า พรุ่งนี้วันที่ 25 ธ.ค. คาดว่าคงไม่มีอะไรขายแน่ๆ ซื้อของตุนแล้วก็กะว่าจะหาร้านอาหารสำหรับมื้อเย็นซะหน่อย ปรากฏว่า ปิดหมดครับท่าน ยกเว้นร้านใหญ่ใจกลางเมือง 2-3 ร้าน แทบไม่น่าเชื่อ ร้านเล็กๆราคาประหยัดที่เราหมดตาไว้ เก็บร้านไปอยู่กับบ้าน กับครอบครัวในคืนวันคริสต์มาสอีฟกันหมดซะแล้ว นี่ล่ะนะ ที่เขาว่า คนทางใต้ของอิตาลี เคร่งกับเรื่องของศาสนามาก และแล้วมื้อเย็นก็คือ เค้กแบบอิตาลีก้อนโตที่นิยมทานกันในช่วงปีใหม่ กับเบียร์ท้องถิ่นที่รสชาดไม่เลวนัก



อ้อ.. วันนี้เราได้เรียนภาษาอิตาลี 1 ประโยค ป้าที่ดูแลโรงแรมสอนมา
"โบน นาตาลี" หรือ "เมอรี่ คริสต์มาส" นั่นเอง

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2009 เวลา 05:28 น.
 

เริ่มนับตั้งแต่ วันที่ 18 สิงหาคม 2552